xxxmobilsex.com freepornovideosite.com xxxsexshare.com xnxx xnxx xvideos sex video xvideos xnxx chudai indian sex video xxxx xhamster xvideos chudai indian sex video free xxx watch free porn video site xxx porn www xnxx com xxx porn shares xvideos xvideos xvideos sex download online xxx sex shares xnxx
  
หน้าแรก | เกี่ยวกับหน่วยงาน | อัลบั้มภาพ | ติดต่อเรา | สมาชิก
 
การเมืองพ่นพิษ ฉุดความเชื่อมั่นอุตฯ ร่วง
  ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ย่ำแย่ต่อเนื่องมาหลายปี ประกอบกับปัญหาการเมืองในประเทศกำลังเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดกำลังซื้อทั้งภายในและภายนอกประเทศให้ถดถอย ได้ฉุดยั้งให้เศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัวไปด้วย ซึ่งมีหลายสำนักพยากรณ์เศรษฐกิจ ได้ประมาณการแนวโน้มตัวเลขการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศ (จีดีพี) ในปี 2556 ในช่วงต้นปีว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ที่ 4.2-5.2% ก่อนจะปรับลดลงมาเหลือ 3.8-4.3% และได้มีการปรับลดประมาณการจีดีพีไทยในปีนี้อีกครั้งเหลือ 3% เท่านั้น ส่วนภาคการส่งออกไม่ต้องพูดถึง เพราะมองว่าจะโตได้เพียง 0% ซึ่ง นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะผู้ผลิตได้ออกมาตอกย้ำถึงปัจจัยหลักที่กระทบกับเศรษฐกิจโดยรวมว่า
    ผลจาการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมประจำเดือน พ.ย.2556 ว่า อยู่ที่ 90.3 ลดลงจากเดือน ต.ค.2556 ที่อยู่ที่ 92.8 ถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปี เนื่องจากผู้ประกอบการกังวลปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ที่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมยอดเศรษฐกิจชัดเจน ทำให้กำลังซื้อในประเทศลดลง จนส่งผลให้คำสั่งซื้อ ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ ปรับตัวลงชัดเจน ทั้งนี้ผู้ประกอบการหวังให้ทุกฝ่ายร่วมกันแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองให้ยุติโดยเร็ว 
    ส่วนความเชื่อมั่นในอนาคต 3 เดือนข้างหน้าก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน โดยเหลือ 101.4 จากระดับ 102.4 แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการก็ยังคงหวั่นวิตกต่อสถานการณ์การเมืองในอนาคตต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อคำสั่งซื้อ ปริมาณการผลิต และผลประกอบการในอนาคต โดยผู้ประกอบการขนาดเล็กหรือขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ในเดือนพ.ย.2556 มีความเชื่อมั่นลดลง จาก 90.9 ในเดือน ต.ค. เหลือ  85.9 ในเดือน พ.ย.
    นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า ปี 2557 เศรษฐกิจไทยจะปรับตัวดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยมีปัจจัยมาจากภาวะเศรษฐกิจของอเมริกาที่กำลังปรับตัวดีขึ้น เพราะภาคธุรกิจเริ่มมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น มีการจับจ่ายภายในประเทศเริ่มดีกว่าช่วงที่ผ่านมา ส่วนยุโรปได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และเริ่มเติบโตอย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่ญี่ปุ่นภาพรวมเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น สืบเนื่องจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ประเทศจีนก็เริ่มส่งสัญญาณการปรับตัวดีขึ้นทั้งอุปสงค์ในประเทศและการผลิต ทำให้ภาคส่งออกของไทยดีขึ้น ประกอบกับเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังมีการขยายตัวดีต่อเนื่องจากอุปสงค์ภายในที่มีความแข็งแกร่ง
    เศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัวประกอบกับเวิลด์แบงก์มองว่าจีดีพีโลกปี 2557 เป็นบวกหลายจุด และหลายประเทศก็ออกมาคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของประเทศ (จีดีพี) ตัวเองเติบโต ยกเว้นญี่ปุ่นที่จีดีพีโตลดลงจาก 2% ซึ่งจะส่งผลดีให้การส่งออกของโลกขยายตัวเพิ่มขึ้น และคาดว่าประเทศในกลุ่มอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม ไทย มาเลเซีย จีดีพีน่าจะโตที่ 5% กว่า โดยเฉพาะประเทศไทย แต่ปัจจัยที่กังวลมีอยู่เพียงปัจจัยเดียว คือปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อ แม้จะมีการเลือกตั้งหรือไม่ก็ตาม ซึ่งภาคเอกชนหวังว่าหลังช่วงเทศกาลปีใหม่ สถานการณ์การเมืองน่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อ และพร้อมแข่งขันกับต่างประเทศได้  
    นอกจากนี้ ยังมีความเป็นห่วงว่าโครงการ 2 ล้านล้านบาทจะไม่สามารถดำเนินการได้ จะกระทบกับหลายภาคส่วน เพราะโครงการดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลาการเริ่มต้นและสิ้นสุดอีก ทั้งยังกระตุ้นเศรษฐกิจในทุกภาคส่วนได้อย่างชัดเจนมากกว่าการดำเนินโครงการ ด้วยระบบงบประมาณปกติ   อย่างไรก็ตาม จากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวนั้นทำให้ขณะนี้คำสั่งซื้อ (ออเดอร์) ไตรมาส 1/2557 เริ่มมีความเสี่ยงแล้ว ลูกค้าเกรงว่าสั่งของแล้วจะมีการส่งมอบไม่ได้ ทำให้ลูกค้าลดความเสี่ยงโดยลดขนาดออเดอร์ลง และไปสั่งซื้อในประเทศเพื่อนบ้านแทน และจะเห็นว่าไทยเสียโอกาสการค้าอย่างต่อเนื่อง
    สำหรับการเติบโตของกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีนั้น   นายปฏิมา จีระแพทย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้คาดการณ์แนวโน้มว่า ในปี 2557เอสเอ็มอียังคงเติบโตตามจีดีพีประเทศที่คาดว่าจะขยายตัวในอัตรา 4.5% ส่งผลให้การขยายตัวของเอสเอ็มอีอยู่ที่ 4.3-4.7% เป็นผลมาจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศที่ขยายตัวดีขึ้นเกือบทุกด้าน โดยการบริโภคภาคครัวเรือนคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 8% เนื่องจากประชาชนมีรายได้เพิ่มสูงขึ้นจากมาตรการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และการปรับค่าแรงขั้นต่ำ
    ขณะที่หนี้สินภาคครัวเรือนมีแนวโน้มลดลง อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มคงที่ในระดับต่ำ ซึ่งสนับสนุนการขยายตัวของการบริโภค การใช้จ่ายของรัฐบาลปรับตัวสูงขึ้นตามงบประมาณปี 2557 ที่เพิ่มขึ้น 5% ขณะที่การลงทุนของภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัว 2.6% ผลจากการเติบโตของการลงทุนของรัฐบาล ที่จะเพิ่มขึ้นในอัตรา 9.9% จากโครงการบริหารจัดการน้ำและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่คาดว่าจะเดินหน้าตามแผนที่วางไว้
    นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว รวมทั้งค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงจากการปรับลด QE ของสหรัฐ ส่งผลให้การส่งออกสินค้าขยายตัว โดยเฉพาะด้านบริการที่สำคัญคือการท่องเที่ยวของประเทศ จะขยายตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย คาดว่าการส่งออกสินค้าและบริการโดยรวม มูลค่าจะเพิ่มขึ้น 7.2% ส่วนการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นประมาณ 6%  
    ส่วนอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มที่ดี และแย่ในปี 2557 นั้น  จากการวิเคราะห์ทั้ง 58 สาขา ทั้งภาคการผลิต ภาคการค้าและภาคบริการ พบว่าในกลุ่มธุรกิจดาวรุ่ง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการแข่งขัน สามารถแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
    1.กลุ่มธุรกิจ SMEs ที่มีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลกและภูมิภาค ประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม กลุ่มธุรกิจบริการด้านสุขภาพ กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว กลุ่มธุรกิจยานยนต์และชิ้นส่วน/อะไหล่ และกลุ่มธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
    2.กลุ่มธุรกิจ SMEs ที่ต้องพึ่งพิงกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ในการแข่งขันในตลาดโลกและภูมิภาค เช่น กลุ่ม SMEs ในภาคก่อสร้าง ซึ่งมีโอกาสในการขยายตลาดโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศสมาชิก AEC ที่กำลังเร่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาประเทศ ซึ่งการส่งเสริมให้มีความร่วมมือระหว่างวิสาหกิจขนาดใหญ่และ SMEs ด้วยการพัฒนาคลัสเตอร์และห่วงโซ่อุปทานของประเทศไทย จะช่วยให้ SMEs ในธุรกิจดังกล่าวสามารถขยายตลาดไปสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลกได้เป็นอย่างดี
    3.กลุ่มธุรกิจ SMEs ที่รัฐต้องวางโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถอยู่รอดและเติบโตต่อไป ประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจพลังงานทดแทน กลุ่มเกษตรกรรมโดยเฉพาะพืชพลังงาน กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ กลุ่มบริการด้านการศึกษา กลุ่มธุรกิจ IT และ ICT รวมถึงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมผ่านการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาและส่งเสริมเอสเอ็มอีให้ได้รับมาตรฐานในระดับสากล รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี  
    ในส่วนกลุ่มธุรกิจที่ต้องเฝ้าระวัง ซึ่งเป็นสาขาธุรกิจหรือกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตของผลผลิตต่ำในปี 2555-2556 เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ และสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน ให้กับประเทศที่มีต้นทุนแรงงานและวัตถุดิบต่ำกว่า เช่น จีน อินโดนีเซีย เวียดนาม สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มธุรกิจหรือกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ใช้แรงงานมาก เช่น เครื่องหนัง การผลิตกระเบื้องเคลือบ ผลิตภัณฑ์แก้ว ผลิตภัณฑ์ไม้ เครื่องประดับ ซึ่งมีการขยายตัวน้อยไปจนถึงหดตัว 2.กลุ่มโลหะ-อโลหะมูลฐานที่เป็นวัตถุดิบ เช่น เหมืองแร่ เหล็ก ถ่านหิน และ 3.กลุ่มบริการทางธุรกิจบางประเภท เช่น บริการส่วนบุคคล มีการหดตัวเล็กน้อย 1.12%
    สำหรับสถานการณ์เอสเอ็มอีในปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น  2.74 ล้านราย คิดเป็น 98.5% ของจำนวนกิจการรวมทั้งหมด ก่อให้เกิดการจ้างงาน 11.78 ล้านคน คิดเป็น 80.4% ของการจ้างงานรวมทั้งหมด ซึ่งจากการศึกษาวิเคราะห์เพื่อประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจเอสเอ็มอี ปี 2556 โดยข้อมูลในรอบ 10 เดือน (มกราคม-ตุลาคม) เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2555 พบว่า การส่งออกของเอสเอ็มอีมีมูลค่ารวม 1,571,145.18 ล้านบาท หดตัวลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนคิดเป็น 9.3% โดยสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ พลาสติกและของที่ทำด้วยพลาสติก ยางและของที่ทำด้วยยาง โดยประเทศคู่ค้าหลักของ SMEs ไทย ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา.
แหล่งที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโำำพสต์
วันที่ลงข่าว : 6 ม.ค. 2557
« กลับ
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
126/1 ถ.วิภาวดีรังสิต แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 0-2697-6341
โทรสาร: 0-2697-6342
อีเมล: [email protected]
หน้าแรก   เกี่ยวกับหน่วยงาน  ข่าวและกิจกรรม  งานวิจัย  บทวิเคราะห์สถานการณ์ >
รายงานภาวะเศรษฐกิจ  ดัชนี  หอการค้าโพลล์  AEC  สถิติ   ดาวน์โหลด  อัลบั้มภาพ  ติดต่อเรา
ท่านสามารถนำเนื้อหาไปใช้แสดงดัดแปลงเผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา
ห้ามใช้เพื่อการค้า และต้องแนบสัญญาอนุญาตชนิดเดียวกันนี้ไปกับงานที่เผยแพร่ต่฿เว้นแต่จะระบุเป็นอย่างอื่น
Copyright © 2013 The Center for Economic and Business Forecasting