หน้าแรก | เกี่ยวกับหน่วยงาน | อัลบั้มภาพ | ติดต่อเรา | สมาชิก
 
"มูดี้ส์"ปรับเพิ่มเครดิตไทยจากมุมมองเชิงลบเป็นมี"เสถียรภาพ" เหตุศก.ฟื้นตัวอย่างเข้มแข็ง
นอกจากนี้ Moody′s ยังได้ปรับเพิ่มเพดานอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้สกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency Bond Ceiling) จากเดิมที่ระดับ A3 เป็น A2 และปรับแนวโน้มที่เป็นลบให้เป็นระดับที่มีเสถียรภาพ ในส่วนเพดานอันดับความน่าเชื่อถือของเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency Deposit Ceiling) Moody′s ยังคงยืนยันที่ระดับ Baa1 แต่ได้ปรับแนวโน้มที่เป็นลบให้เป็นระดับที่มีเสถียรภาพด้วยเช่นกัน ทั้งนี้การปรับแนวโน้มของอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยให้เป็นระดับที่มีเสถียรภาพเป็นการสะท้อนมุมมองของ Moody′s ว่า ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ปรับปรุงดีขึ้นเพียงพอที่จะชดเชยผลจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในอนาคต นอกจากนี้ สถานะการเงินของรัฐบาลไทยยังอยู่ในระดับที่มั่นคงหลังจากการดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในช่วงเริ่มต้นของวิกฤตเศรษฐกิจโลก ในขณะที่สถานะการชำระเงินต่างประเทศที่ปรับปรุงดีขึ้นจะช่วยรับมือกับความผันผวนของกระแสเงินทุนได้ รัฐบาลไทยสามารถดำเนินนโยบายที่เป็นปฏิภาคกับวัฏจักรเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสถานะการคลังของประเทศ Moody′s จึงคลายความกังวลในผลกระทบของนโยบายดังกล่าว ซึ่งเคยเป็นปัจจัยทำให้ Moody′s ปรับลดแนวโน้มของอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยให้เป็นลบเมื่อเดือนธันวาคม 2551 โดยเห็นได้จากรายรับของภาครัฐที่เพิ่มขึ้นตามวัฏจักรการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ในขณะที่รายจ่ายภาครัฐลดลงเนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่หมดลง นอกจากนี้ สถานะการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลยังกลับมาอยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ โดย Moody′s คาดว่า ระดับหนี้โดยตรงของรัฐบาลจะคงที่อยู่ที่ประมาณร้อยละ 28 ของ GDP ในปี 2553 ในขณะเดียวกันเงินทุนสำรองระหว่างประเทศได้เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า จากปี 2549 มาอยู่ที่ 169 พันล้านเหรียญสหรัฐในช่วงกลางเดือนตุลาคม 2553 จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศจำนวนมาก นอกจากนี้ ระดับหนี้ต่างประเทศของภาครัฐและเอกชนยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ เนื่องจากภาครัฐและเอกชนสามารถระดมทุนภายในประเทศได้อย่างเพียงพอกับความต้องการ อย่างไรก็ดี ยังคงมีความเสี่ยงจากการที่เศรษฐกิจของไทยยังต้องพึ่งพาอุปสงค์จากต่างประเทศในด้านการส่งออกและรายรับจากการท่องเที่ยวค่อนข้างมาก รวมถึงปัจจัยทางการเมืองต่างๆ ที่อาจจะก่อให้ เกิดความวุ่นวายทางการเมืองในระยะใกล้ถึงระยะปานกลาง ซึ่งรวมถึงผลการตัดสินของศาลที่จะมีออกมาในระยะนี้ วันครบรอบเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่สำคัญ และการเลือกตั้งใหม่ที่จะมีขึ้นก่อนเดือนพฤศจิกายน 2554 อย่างไรก็ดี Moody′s เห็นว่า นโยบายของรัฐบาลที่ยึดมั่นในระเบียบและความมั่นคงจะช่วยลดความเสี่ยงของการไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง จะทำให้ความเสี่ยงดังกล่าวไม่ส่งผลร้ายแรงต่อสถานะการเงินของรัฐบาล หรือดุลการชำระเงินของประเทศ และช่วยลดความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ (Default Risk) ที่จะมีเพิ่มขึ้นตามมา Moody′s ปรับเพิ่มระดับเพดานความน่าเชื่อถือตราสารหนี้สกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency Bond Ceiling) เป็น A2 ซึ่งเพดานความน่าเชื่อถือดังกล่าวระบุถึงอันดับความน่าเชื่อถือสูงสุดของตราสารหนี้สกุลเงินต่างประเทศที่ออกโดยองค์กรที่ได้รับการจัดอันดับจะได้รับ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับเสรีภาพทางการเงินในประเทศนั้นๆ ด้วย เพดานความน่าเชื่อถือดังกล่าวประเมินจากความเป็นไปได้ว่า ในกรณีที่รัฐบาลผิดนัดชำระหนี้จะก่อให้เกิดการพักชำระหนี้ในระบบอย่างกว้างขวางหรือไม่ ซึ่งจากการที่ประเทศไทยมีการค้าและการลงทุนที่เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจโลกอย่างมาก และนโยบายของไทยในปัจจุบันที่มุ่งไปสู่การเปิดเสรีให้ไปลงทุนในต่างประเทศ ประกอบกับรัฐบาลพึ่งพาการกู้เงินจากต่างประเทศในระดับต่ำ Moody′s จึงประเมินว่า ความเสี่ยงในการพักชำระหนี้ดังกล่าวลดลง
วันที่ลงข่าว : 29 ต.ค. 2553
« กลับ
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
126/1 ถ.วิภาวดีรังสิต แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 0-2697-6341
โทรสาร: 0-2697-6342
อีเมล: utcccebf@yahoo.com
หน้าแรก   เกี่ยวกับหน่วยงาน  ข่าวและกิจกรรม  งานวิจัย  บทวิเคราะห์สถานการณ์ >
รายงานภาวะเศรษฐกิจ  ดัชนี  หอการค้าโพลล์  AEC  สถิติ   ดาวน์โหลด  อัลบั้มภาพ  ติดต่อเรา
ท่านสามารถนำเนื้อหาไปใช้แสดงดัดแปลงเผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา
ห้ามใช้เพื่อการค้า และต้องแนบสัญญาอนุญาตชนิดเดียวกันนี้ไปกับงานที่เผยแพร่ต่฿เว้นแต่จะระบุเป็นอย่างอื่น
Copyright © 2013 The Center for Economic and Business Forecasting